วันอาทิตย์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2557

การรวมกลุ่มพันธมิตรไมตรีก่อนสงคราม

           หลังจากที่ได้รับรู้เรื่องราวของจักรวรรดิต่างๆ ที่สำคัญๆ ที่จะมีบทบาทในสงครามโลกครั้งที่ 1 ไปเรียบร้อยแล้ว หลังจากนี้ไป บทความหรือเนื้อเรื่องก็จะเริ่มเข้าใกล้ช่วงสงครามโลกเข้าไปทุกทีๆ มาคราวนี้เราจะมาเรียนรู้และศึกษาของ การรวมกลุ่มพันธไมตรีก่อนสงคราม ก่อนจะเข้าเรื่อง ขอขอบคุณเจ้าของบทความจริงๆเลย ก็คือ ท่านวีระชัย โชคมุกดา ครับ เพื่อไม่เป็นการเสียเวลาเรามาเริ่มกันเลยดีกว่าครับ

การรวมกลุ่มพันธมิตรไมตรีก่อนสงคราม

         เมื่อโลกเข้าสู่ศตวรรษที่ 19 ยุโรปก็กลายเป็นเจ้าใหญ่นายโตของโลกไปแล้ว ที่สำคัญอำนาจของยุโรปยังแพร่ลามขยายอิทธิพลของตัวเองออกไปเหนือบริเวณต่างๆ ทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง โดยในบริเวณซีกโลกตะวันตกได้แก่สหรัฐอเมริกา แคนาดา เม็กซิโก อเมริกากลางและอเมริกาใต้ก็ไม่ต่างกัน วิถีและชีวิตแบบยุโรปได้แพร่ลามเข้าไปอย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญวัฒนธรรมของยุโรปก็ยังเป็นรากฐานของออสเตรเลียและนิวซีแลนด์อีกด้วยเรียกว่าเวลานั้นกว่าครึ่งโลกไปแล้วที่วัฒนธรรมและวิธีคิดอย่างยุโรปกระจายเข้าไปมีอิทธิพลต่อผู้คน

แผนที่โลกประเทศที่ตกในอาณานิคมของชาติมาหาอำนาจในปี ค.ศ.1989
         และว่ากันว่าอิทธิพลของยุโรปไม่ได้มีอยู่เพียงเท่านั้นหากแต่ชนชาวยุโรปยังถือสิทธิเขาไปแบ่งปันเขตแดนในแถบทวีปแอฟริกาใต้ ทวีปเอเชีย รวมไปถึงบรรดาหมู่เกาะต่างๆ ในบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกภาคกลางและภาคใต้มาเป็นของประเทศตัวเองแต่ละประเทศจำนวนมากมาย

         เรียกได้ว่าเวลานั้นบรรดาประเทศสำคัญในยุโรปต่างแย่งกันเข้าครอบครองดินแดนของคนอื่นกันอย่างสนุกสนาน ทั้งนี้ก็เพื่อแสดงให้ประเทศคู่แข่งเห็นถึงศักดิ์ศรีและเกียรติศักดิ์ของประเทศตัวเอง และเพื่อความได้เปรียบทางยุทธศาสตร์ ทางการค้า และเพื่อการเผยแพร่ศาสนา ถึงขั้นที่ช่วงเวลานั้นได้มีการระบายสีลงในแผนที่ให้เห็นกันเลยว่าสีนี้สีนั้นเป็นของประเทศนั้นจนเปรอะกันทั่วแผนที่โลก ที่สำคัญการแพร่ลามอิทธิพลของชาวยุโรปในช่วงเวลานั้นใช่ว่าจะมีความรู้สึกสำนึกก็หาไม่หากแต่กลับคิดว่า การที่ยุโรปเข้าไปยึดครองและแสวงหาผลประโยชน์ในแผ่นดินอื่นนั้นก็เพราะเป็นภาระที่ชาวยุโรปต้องช่วยนำนานาประโยชน์จากอรายธรรมยุโรปไปสู่บรรดาชนที่ล้าหลัง ถือเป็นการช่วยให้ชนเหล่านั้นมีสภาพและโชคชะตาที่ดีขึ้น ครั้งนั้นชาวยุโรปเรียกมันว่า ภาระของชนผิวขาว

       วิธีคิดอย่างที่ว่านี้เกิดขึ้นมาจริงในช่วงที่ยุโรปกำลังบ้าอำนาจและกำลังเห่อเหิมกับการพัฒนาของตนเองที่วางอยู่บนพื้นฐานของการเข้าไปสูบเลือดสูบเนื้อประเทศอื่นๆเขา แต่ก็ไม่นานนัก ทั้งนี้เพราะในเวลาต่อมาหลังจากที่ต่างคนต่างๆ ก็คิดเข้าไปสร้างบารมีและอิทธิพลของตัวเองแล้ว หลังปี 1870 ประเทศปฏิปักษ์ต่อกันอย่างเอาเป็นเอาตายโดยเฉพาะเรื่องที่เกิดขึ้นมานี้ก็มีที่มาจากการแก่งแย่งกันเป็นเจ้าของดินแดนต่างๆ แย่งกันค้าขายในตลาดโลกซึ่งอำนวยผลกำไรให้อย่างมหาศาล และรวมไปถึงการเบ่งใส่กันเองอวดบารมีกันเองตามเวทีการประชุมต่างๆ

ไตรพันธมิตรใน ค.ศ. 1913 แสดงในสีแดง

      เรียกว่าแข่งกันอวดบารมีและการแข่งกันหาเลห์หาเหลี่ยมมาใช้ในการเจรจากัน ผลสุดท้ายปรากฏว่าบรรดาประเทศที่แช่เองได้มีการรวมตัวกันจนแยกออกเป็นสองฝ่าย คือฝ่ายสนธิสัญญาพันธไมตรีไตรมิตร กับฝ่ายสนธิสัญญาฉันทไมตรี

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น