วันอังคารที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2557

ราชอาณาจักรอิตาลี v2

ราชอาณาจักรอิตาลี

อิตาลีสมรภูมิในแอฟริกา
             
            ในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 1885 ก่อนหน้าการสิ้นอำนาจการปกครองของอียิปต์ในเมืองคาร์ทูมไม่นาน อิตาลีก็ได้ส่งทหารเข้ายึดเมืองมาสซาวา และต่อมาก็ได้ผนวกเมืองมาสซาวาโดยการบังคับในปี 1888 นับเป็นจุดกำเนิดของอาณานิคมเอรเทรียของอิตาลี
            
จักรพรรดิเมเนิลิกที่ 2 ผู้ยัดเยียดความปราชัยให้แก่อิตาลีและพันธมิตรอังกฤษ

             ในปี 1895 เอธิโอเปียภายใต้การปกครองของจักรพรรดิเมเนลิกที่ 2 ได้ล้มเลิกข้อตกลงในการดำเนินตามนโยบายการต่างประเทศของอิตาลี ซึ่งได้ลงนามไว้เมื่อปี 1889 อิตาลีจึงได้อาศัยเหตุการณ์ดังกล่าวยกเป็นเหตุในการยกทักเข้าสู่เอธิโอเปีย เอธิโอเปียได้รับความช่วยเหลือจากจักรวรรดิรุสเซียซึ่งมีผลประโยชน์อยู่ในทวีปแอฟริกา โดยรัฐบาลของพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 ได้ส่งอาวุธสมัยใหม่จำนวนมากเข้าช่วยเหลือชาวเอธิโอเปียในสงครามอิตาลี-เอธิโอเปีย ครั้งที่ 1 ผลสะท้อนที่กลับมาคือสหราชอาณาจักรได้ตัดสินใจเข้าหนุนหลังฝ่ายอิตาลีเพื่อท้าทายอิทธิพลของรุสเซียในทวีปแอฟริกา ทั้งยังได้ประกาศว่าเอธิโอเปียทั้งหมดอยู่ในขอบเขตที่อิตาลีจะสามารถแสวงหาผลประโยชน์ได้

ทหารเอธิโปเปียภายใต้การสนับสนุนของรุสเซีย
          
             ในช่วงที่ใกล้จะเกิดสงครามนั้น ลัทธิชาตินิยมและทหารนิยมได้ทะยานสู่จุดสูงสุด ประชาชนชาวอิตาลีได้รวมตัวกันเข้าสมัครเป็นทหารกองทัพบกอิตาลีด้วยความหวังจะได้มีส่วนรวมในสงครามครั้งนี้

ภาพวาดเพื่อระลึกถึงยุทธการอัดวา(ปัจจุบันเก็บรักษาไว้ที่ สมิธโซเนียน USA

             กองทัพอิตาลีประสบกับความล้มเหลวในสมรภูมิ และพ่ายแพ้อย่างยับเยินให้แก่กองทัพจำนวนมหาศาลของเอธิโอเปียยุทธการอัดวา อิตาลีจึงจำต้องถอนทัพกลับไปยังเอริเทรีย ความล้มเหลวในสงครามที่เอธิโอเปียทำให้อิตาลีต้องอับอายขายหน้าในระดับนานาประเทศ

ทหารราบขี่ม้าของอิตาลีระหว่างเกิดกบฏนักมวยในประเทศจีนเมื่อปี ค.ศ. 1900
       
            นับจากวันที่ 2 พฤศจิกายน 1899 ถึงวันที่ 7 กันยายน 1901 อิตาลีได้เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งในกองทัพกำลังพันธมิตรแปดชาติระหว่างที่เหตุการณ์กบฏนักมวยในประเทศจีน ในวันที่ 7 กันยายน 1901 รัฐบาลของราชวงศ์ชิงได้ส่งมอบสัมปทานเขตเช่าที่เมืองเทียนเสินให้แก่อิตาลี ต่อมาในวันที่ 7 มิถุนายน 1902 สัมปทานดังกล่าวได้มีบังคับใช้ นำไปสู่การตั้งกงสุลอิตาลีเพื่อเข้าครอบครองและทำการบริหารจัดการ

ดินแดนตริโปลิเตเนีย ทั้ง 3 ปัจจุบันคือประเทศลิเบีย

           ในปี 1911 อิตาลีได้ประกาศสงครามกับจักรรวรรดิออตโตมันและเข้ารุกรานดินแดนตริโปลิเตเนีย เฟซซัน และไซเรไนกา ดินแดนทั้งสามจังหวัดนี้ได้รวมกันเป็นประเทศลิเบียในภายหลัง สงครามได้จบลงในอีกหนึ่งปีถัดมาแต่การเข้ายึดครองของอิตาลีได้ส่งผลให้เกิดการเลือกปฏิบัติต่อชาวลิเบีย เช่น การบังคับขับไล่ชาวลิเบียให้ออกจากหมู่เกาะทรีมิติ (Tremiti Islands) ในเดือนตุลาคม 1911 เป็นต้น ถึงปี 1912 ปรากฏว่า 1 ใน 3 ของผู้ลี้ภัยชาวลิเบียได้เสียชีวิตจากการขาดอาหารและที่อยู่อาศัย การผนวกดินแดนลิเบียได้ทำให้ฝ่ายชาตินิยมอิตาลีเรียกร้องให้อิตาลีเรียกร้องให้อิตาลีครอบครองทะเลเมดิเตอร์เรเนียนโดยการเข้ายึดครองราชอาณาจักรกรีซและภูมิภาคคัลเมเชียในชายฝั่งทะเลเอเดรียติก
           
โจวันนี โจลิตตี นายกรัฐมนตรี 5 สมัยของอิตาลี ระหว่าง ค.ศ. 1892 - 1921

            ในปี 1892 โจวันนี โจลิตตี ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแห่งอิตาลีเป็นสมัยแรก แม้ว่าคณะรัฐบาลชุดแรกของเขาพังลงอย่างรวดเร็วในปีต่อมาแต่ในปี 1903 โจลิตตีก็กลับขึ้นมาเป็นผู้นำของรัฐบาลอิตาลีอีกครั้งในยุคแห่งความยุ่งเหยิงซึ่งจะดำเนินไปจนถึงปี 1914
โพยมยานของอิตาลี
           
            ในปี 1911 รัฐบาลของโจลิตตีได้ส่งกำลังทหารเข้าไปยึดครองลิเบีย ในขณะที่ความสำเร็จในสงครามลิเบียได้ยกสถานะของลัทธิชาตินิยมให้สูงขึ้นแต่นั่นก็ไม่ได้ช่วยเกิดความสำเร็จในการบริหารงานของรัฐบาลโจลิตตีแต่อย่างใดรัฐบาลได้พยายามขัดขวางการวิพากษ์วิจารณ์ด้วยการพูดถึงความสำเร็จและความสร้างสรรค์ของกองทัพอิตาลีในการสงครามว่า อิตาลีเป็นชาติแรกที่ได้มีการใช้โพยมยาน (เรือเหาะ) ในวัตถุประสงค์ทางการทหาร และได้ลงทำการทิ้งระเบิดทางอากาศใส่กองกำลังของจักรวรรดิออตโตมัน สงครามทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับรากฐานของพรรคสังคมนิยมอิตาลี 
เบนนิโต มุสโสลีนี
           
           กล่าวคือกลุ่มนักปฏิวัติต่อต้านสงครามในพรรค ซึ่งนำโดย เบนิโต มุสโสลีนี ผู้ซึ่งจะกลายเป็นเผด็จการฟาสซิสต์ในอนาคต ได้เรียกร้องให้มีการใช้กำลังโค่นล้มรัฐบาล หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ยุติ โจลิตตีได้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่งในเวลาอันสั้น แต่เมื่อถึงตอนนั้น ยุคเสรีนิยมก็ได้จบลงไปโดยสิ้นเชิงแล้ว


        
          การเลือกตั้งทั่วไปในปี 1913 และปี 1919 แสดงให้เห็นว่าคะแนนเสียงการเลือกตั้งได้หันเหไปทางพรรคการเมืองกลุ่มสังคมนิยม กลุ่มคาทอลิก และกลุ่มชาตินิยม เนื่องจากพรรคการเมืองสายเสรีนิยมและราดิคัล (radical) ได้อ่อนแอลงเพราะปัญหาความแตกร้าวภายในและต้องพบกับความพ่ายแพ้ในที่สุด----

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น