วันพุธที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

วิกฤตการเมืองและสงครามก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 ตอน สงครามบอลข่าน

สงครามบอลข่าน ค..1912 – 1913
     

       จำต้องย้อนกลับไปยังสงครามบอลข่านครั้งที่ผ่านมาก่อน(บทความเก่ามีครับ) ผลของสงครามครั้งนั้นทำให้เซอร์เบียกับออสเตรียบาดหมางกันอย่างมาก ทั้งยังเป็นผลกระตุ้นให้อิตาลีหันไปทำสัญญากับรุสเซียเพื่อต่อต้านออสเตรีย ฮังการี ทั้งนี้ก็เพื่อกันไม่ให้ออสเตรีย ฮังการี ขยายอิทธิพลเข้าไปบอลข่านอีก ซึ่งการลงนามสัญญานี้เกิดขึ้นในปี 1909 ก่อนที่อิตาลีทำสงครามกับตุรกี
    
กลุ่มสันนิบาตบอลข่าน 1912
      ค.. 1911 อิตาลีทำสงครามกับตุรกีกรณียึดทริโปลี พร้อมกันนั้นรุสเซียก็ได้เข้าไปเกลี่ยวกล่อมบัลแกเรียประเทศซึ่งถือเป็นศัตรูโดยตรงของเซอร์เบียให้หันมาจับมือร่วมกันกับเซอร์เบียจนก่อเกิดสัญญาลับขึ้นมาเพื่อร่วมกันโจมตีตุรกีในปี 1912 ซึ่งมีข้อตกลงในสัญญาลับนั้นว่า หากทำสงครามกับตุรกีจนได้รับชัยชนะแล้วบัลแกเรียจะได้ดินแดนส่วนใหญ่ของมาซิโดเนียซึ่งขณะนั้นเป็นของตุรกีอยู่ ฝ่ายเซอร์เบียก็จะได้ดินแดนมาซิโดเนียส่วนที่เหลือจากบัลแกเรียรวมถึงได้อัลเบเนียตอนที่ติดกับฝั่งทะเลอาเดรียติก
     
      ผลของการรวมกลุ่มกันครั้งนี้ยังทำให้กรีซและมอนเตเนโกรกระโดดมาเข้าร่วมจับมือด้วย กลายเป็นกลุ่มประเทศแถบคาบสมุทรบอลข่าน เรียกกันว่ากลุ่มสันนิบาตบอลข่าน โดยชาวประเทศกลุ่มนี้มีเป้าหมายคือปลดปล่อยชาวสลาฟซึ่งถือว่าเป็นพวกเดียวกันกับตนเองให้หลุดพ้นจากอำนาจการปกครองของมุสลิมของตุรกี
  
เหล่าทหารของออตโตมันกำลังยืนตรวจเช็คกำลังพล
    
      ตุรกีกำลังเดือดร้อนกับการทำสงครามกับอิตาลีอยู่ก็โดนโจมตีซ้ำอีกจากการปล่อยข่าวกล่าวหาว่า ตุรกีได้บีบคั้นชาวคริสต์ซึ่งอยู่ภายใต้การปกครองของตุรกีแถบมาซิโดเนียแล้ววันที่ 21 ตุลาคม 1912 กลุ่มสันนิบาตบอลติกก็ประกาศสงครามกับตุรกี ทำให้ตุรกีต้องรีบปิดฉากปัญหาของตนเองในแอฟริกากับอิตาลีแล้วเร่งกลับมาตั้งรับทัพสันนิบาตบอลข่านในประเทศตนเอง
ตามเข็มนาฬิกาด้านขวาบน : กองทัพเซอร์เบียกำลังเคลื่อนพลเข้าเมือง Mitrovica
,กองทัพออตโตมันที่กำลังรบใน Kumanovo
กษัตริย์กรีซและซาร์บัลแกเรียใน Tessaloniki
กองทัพและปืนใหญ่บัลแกเรีย
     
      กรีซส่งกองกำลังเข้ามารุกมาซิโดเนียและเทรซ จณะที่บัลแกเรียก็ส่งกำลังเข้าล้อมเมืองปราการสำคัญคือเอเดรียโนเปิลซ้ำยังรุกไล่กองทหารของตุรกีไปจนเกือบถึงกรุงคอนสแตนติโนเปิล ด้านเซอร์เบียก็กำลังเข้าตียึดบริเวณลุ่มแม่น้ำวาดาร์ได้ ได้รับชัยชนะเรื่อยไปจนได้อัลเบเนียตอนเหนือ
    
      กล่าวได้ว่าเวลานั้นสันนิบาตบอลข่านสามารถเข้ายึดดินแดนของตุรกีในส่วนที่อยู่ในทวีปยุโรปไว้ได้เกือบหมด
ภาพแผนที่แสงถึงการเปลี่ยนแปลงก่อนและ หลัง สงครามบอลข่าน
     
      และสงครามครั้งนี้ไม่เพียงแค่ทำให้ตุรกีลำบากเท่านั้น ในยุโรปก็เกิดปัญหาตามมา โดยมีจุดปัญหามาจากความเป็นศัตรูของออสเตรีย ฮังการีกับเซอร์เบีย ซึ่งการที่เซอร์เบียเข้าทำสงครามในครั้งนี้ก็เพื่อให้ได้อัลเบียเพื่อไว้ใช้เป็นทางออกทะเล แต่เดิมนั้นเซอร์เบียหวังจะยกไปยึดเอาบอสเนียแต่ปรากฏว่าถูกออสเตรีย ฮังการี กันท่าและยึดได้ก่อนในปี 1908 และครั้งนี้ก็เช่นกัน ออสเตรียอังการี ก็พยายามกันท่าไม่ให้เซอร์เบียได้อัลเบเนียอีก ขณะที่อิตาลีซึ่งเวลานั้นก็คิดเช่นกันว่าไม่อยากให้เซอร์บียยิ่งใหญ่จนสามารถมาแข่งขันกับตนเองแถบทะเลเอเดรียติก เพราะอิตาลีถือว่าทะเลแห่งนี้เป็นของตนเองอิตาลีจึงหันไปร่วมมือกับออสเตรียทำหนังสือรับรองความเป็นเอกราชของอัลเบเนีย และรุสเซียก็จำต้องยอมให้เป็นเช่นนั้น ดังนั้นในเวลาต่อมาจึงมีการสถาปนาอัลเบเนียของตุรกีเดิมขึ้นเป็นประเทศเอกราชมีกษัตริย์ปกครอง

    
      เพื่อรักษาสันติภาพเอาไว้ เซอร์เบียจึงจำเป็นต้องยอมสละผลประโยชน์ของตนเองไปอีกครั้งหนึ่ง - - -

วันจันทร์ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

วิกฤตการเมืองและสงครามก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 ตอน สงครามออตโตมัน กับ อิตาลี 1911

สงครามออตโตมันกับอิตาลี ค.. 1911
    
อันวาร์ ปาชา ผู้นำตุรกีเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 1 ในปี 1914
     อาณาจักรหรือจักรวรรดิออตโตมัน ที่กำลังกลายเป็นคนป่วยแห่งยุโรในเวลานั้นดูเหมือนจะป่วยหนักขึ้นเพราะภายในอาณาจักรของตนเองต้องผจญภัยกับการแก้ปัญหาการลุกขึ้นมาปฏิวัติของกลุ่มเติร์กหนุ่ม** ครั้นมาถึงเดือนกันยายน 1911 อิตาลีก็ได้ส่งทหารเข้ายึดทริโปลีและซีเรไนกาและประกาศตั้งตัวเองเป็นประเทศอารักขารัฐทั้งสอง
ปืนใหญ่อิตาลีใกล้กรุงทริโปลี 1911
    
      รัฐบาลเติร์กหนุ่มของตุรกีในเวลานั้นซึ่งถือว่าดินแดนทั้งสองแห่งเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิตนเองก็ได้ลุกมาประกาศสงครามกับอิตาลี พร้อมกับส่งกองทัพออกไปทำสงครามในดินแดนที่กล่าวมาทันที


      การต่อสู้ดำเนินไปด้วยกำลังทัพของตุรกีที่มีอยู่น้อยนิดไม่อาจเปรียบกับอิตาลีได้เลย เพียงปีเดียวสงครามก็สงบลง มีการลงนามในสนธิสัญญาโลซานน์ในเดือนตุลาคม 1912 โดยยอมให้อิตาลีได้ดินแดนทั้งสอง แห่งอีกทั้งอิตาลียังได้อารักขาหมู่เกาะโดเดกานิสเป็นของแถมอีกด้วย
    
คณะผู้แทนตุรกีและอิตาลีที่เมืองโลซานน์
      เรียกว่านอกจากจะพ่ายแพ้แล้ว ตุรกียังต้องบอบช้ำซ้ำเติมอีกต่างหากในห้วงเวลานั้นเกิดการอภิปรายกันขนานใหญ่ในยุโรป ทั้งนี้เพราะรับรู้กันเสมอว่าตุรกีนั้นมีความสัมพันธ์อันดียิ่งกับเยอรมนี แม้อิตาลีก็จะเป็นหนึ่งในกลุ่มสัมพันธไมตรีไตรมิตรด้วยแต่อิตาลีก็ไม่ได้แสดงออกหรือสนใจจงรักภักดีอะไรมากนัก อีกทั้งการที่อิตาลีบุกตุรกีขณะที่เยอรมนียังพยายามผูกสัมพันธ์กับตุรกีก็ยิ่งดูไม่เหมาะสม แต่มันก็เกิดขึ้นมาแล้วและเกิดขึ้นมาจนได้ทำให้เกิดรอยร้าวไปทั่วยุโรปแล้ว---

  **เติร์กหนุ่มคืออะไร ในช่วง ค.. 1876 กลุ่มปัญญาชนในอาณาจักรออตโตมัน ซึ่งเรียกตนว่า เติร์กหนุ่ม (Young Tuks)
การปฏิวัติในอาณาจักรออตโตมันโดยกลุ่มเติร์กหนุ่ม
ได้ลุกขึ้นมาเรียกร้องให้มีการปฏิรูปการเมือง และได้บีบให้สุลต่านดุลฮามิดที่
2 พระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับแรก เปลี่ยนแปลงการปกครองอาณาจักรออตโตมันมาเป็นระบบรัฐสภาโดยมีสุลต่านเป็นประมุขครั้งแรก รัฐธรรมนูญดังกล่าว ส่งผลให้ในปี 1908 กลุ่มเติร์กหนุ่มได้ก่อการปฏิวัติบีบบังคับให้สุลต่านอับดุลฮามิดที่ 2 ประกาศใช้รัฐธรรมนูญอีกครั้ง 

       ต่อมาสุลต่านพระองค์นี้ได้ถูกปลดออกจากพระราชอำนาจสุลต่านเมห์เมตที่ 5
ซึ่งขึ้นครองราชย์ต่อมาไม่มีพระราชอำนาจทรงเป็นเพียงหุ่นเชิดของกลุ่มเติร์กหนุ่มเท่านั้น อันวาร์ ปาชา ผู้นำเติร์กหนุ่มได้รวบรวมอำนาจปกครองประเทศไว้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด และในปี 1914 ได้นำประเทศเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 1 ร่วมกับ ฝ่ายเยอรมนี

วันอังคารที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

วิกฤตการเมืองและสงครามก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 ตอน วิกฤตการณ์โมร็อกโกครั้งที่ 2

วิกฤตการณ์โมร็อกโก ครั้งที่ 2.. 1911
     
      แม้ปัญหาโมร็อกโกจะถูกแก้ไขไปบ้างแล้วก่อนหน้านั้น(วิกฤตการณ์โมร็อกโกครั้งที่ 1 1905-1906)  แต่ก็ดูเหมือนว่าความลงเอยยังไม่สิ้นสุด ฝรั่งเศสยังมีความพยายามที่จะผนวกดินแดนโมร็อกโกให้ได้ในปี 1911 บังเอิญเกิดเรื่องภายในโมร็อกโก เมื่อชาวพื้นเมืองได้ลุกขึ้นมากก่อการกบฏต่อฝรั่งเศสที่เวลานั้นมีอำนาจอยู่ในนครเฟซทำให้ฝรั่งเศสใช้กำลังเข้ายึดนครเฟซเอาไว้ได้ในปลายปีนั้นเอง ด้วยการยกข้ออ้างว่าที่ตัวเองเข้าไปนั้นเพื่อคุ้มครององค์สุลต่านรักษาความสงบ และพิทักษ์รักษาความปลอดภัยให้กับชาวต่างชาติ
  
เรือแพนเธอร์ที่เยอรมนีส่งมาให้มาประจันหน้ากับฝรั่งเศส 1911 ที่โมร็อกโก
 
      เหตุการณ์ครั้งนี้ก่อความหวั่นไหวไปทั่วทุกชาติทั่วในยุโรป ทั้งนี้เพราะทุกชาติต่างรู้ดีว่าฝรั่งเศสนั้นหวังที่ยึดครองโมร็อกโก โดยหวังเปลี่ยนให้โมร็อกโกกลายเป็นประเทศในอารักขาของตนเองอยู่แล้ว เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อจากนี้จึงเริ่มกลับมาซ้ำรอยเดิม กล่าวคือเยอรมนีลุกขึ้นมาขัดขวางเป็นรายแรก โดยการจัดส่งเรือปืนชื่อแพนเธอร์ เข้าไปทอดสมออยู่ที่อ่าวหน้าเมืองอาร์กาดีร์ทางฝั่งตะวันตกของโมร็อกโก กลายเป็นการตั้งประจันหน้ากัน สร้างความหวั่นไหวไปทั่วว่าสงครามจะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน
 
ภาพ:ปืนใหญ่ฝรั่งเศสที่ประจันหน้ากับเรือแพนเธอร์ของเยรอมนี
     
      ฝรั่งเศสนั้นเคยแพ้เกมมาแล้วในปี 1905(วิกฤตโมร็อกโกครั้งที่ 1) ครั้งนี้จึงตั้งใจแน่วแน่ว่าจะไม่ยอมแพ้อีกเด็ดขาดยิ่งเมื่อมองกองทัพของตนเองในเวลานั้นทั้งที่มีกำลังพอและอาวุธที่ทันสมัยมากกว่าครั้งที่ผ่านมาก็ยิ่งทำให้มั่นใจมากยิ่งขึ้น ที่สำคัญครั้งนี้ฝรั่งเศสมั่นใจว่าอังกฤษจะต้องเข้าร่วมช่วยเหลืออย่างแน่นอน ซึ่งเห็นได้อย่างชัดเจนที่อังกฤษยื่นเรื่องให้เยอรมนีถอนเรือปืนออกไปและแสดงท่าทีชัดเจนว่าอยู่ข้างฝรั่งเศส

    
      ปรากฏว่าสุดท้ายเยอรมนีไม่อยากสู้รบกับอังกฤษและฝรั่งเศส จำต้องยอมตกลงให้ฝรั่งเศสเข้าไปเป็นอารัฐอารักชาโมร็อกโก โดยให้มีเงื่อนไขว่าฝรั่งเศสต้องยอมดำเนินนโยบาย เปิดประตูการค้า ที่โมร็อกโกเพื่อชดใช้ และฝรั่งเศสต้องยอมยกดินแดนป่าเขาในคองโกของฝรั่งเศสซึ่งมีเนื้อที่ 100,000 ตารางไมล์ให้แก่เยอรมนี

 
ภาพทหารฝรั่งเศสย้ายค่ายเข้ามาในโมร็อกโกปี 30 มีนาคม 1912
   
      แม้สงครามจะไม่เกิดขึ้นและวิกฤตการณ์ผ่านพ้นไปได้ แต่กระนั้นเหตุการณ์ครั้งนี้ก็กลายเป็นสิ่งที่ค้างใจทั้งเยอรมนีและฝรั่งเศส ทั้งสองเกิดความรู้สึกเป็นปฏิปักษ์รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ค่ายฉันทไมตรีไตรมิตรและค่ายพันไมตรีไตรมิตรเริ่มแข่งขันกันรุนแรงมากยิ่งขึ้น จนทุกคนในโลกในเวลานั้นเริ่มตั้งคำถามและพูดคุยกันแล้วว่าสงครามใหญ่จะต้องเกิดขึ้นมาแน่ แต่ไม่รู้ว่าเมื่อไรและเริ่มขึ้นที่ไหนก่อนเท่านั้นเอง---

วันอาทิตย์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

วิกฤตการเมืองและสงครามก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 ตอนบอสเนีย-เฮอร์เซโกวินา หรือวิกฤตบอลข่าน

วิกฤตการเมืองและสงครามก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 ตอนการผนวกบอสเนีย-เฮอร์เซโกวินา หรือวิกฤตการณ์บอลข่านในปี 1908
 
ภาพ:แสดงที่ตั้งของแต่ละประเทศบริเวณขายสมุทรบอลข่านที่มีข้อพิพาทกัน
    
      หากจะกล่าวถึงดินแดนที่น่าจะเป็นปัญหามากที่สุดในช่วงเวลาก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 แล้วคาบสมุทรบอลข่านน่าจะเป็นดินแดนส่วนที่ว่านี้ ด้วยว่าที่ตั้งที่อยู่ระหว่างมหาอำนาจและความเคลื่อนไหวไปจนถึงการเคลื่อนไหวของกลุ่มชนที่หลากหลาย ทำให้เกิดเป็นแผ่นดินส่วนที่สร้างปัญหามาอย่างต่อเนื่อง
     
      ตามข้อตกลงในที่ประชุมคองเกรสแห่งเบอร์ลิน ค.. 1878 บอสเนียและเฮอร์เซโกวินา ต้องอยู่ภายใต้การตรวจตราดูแลรักษาของออสเตรีย-ฮังการี ทั้งที่แท้จริงแล้วทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต่างยอมรับว่าดินแดนทั้งสองรัฐนั้นเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิออโตมัน แต่ก็เป็นเพียงในนามเท่านั้น
ภาพ:แสดงที่ตั้งขอช่องแคบดาร์คดาเนลส์และบอสฟอรัส
     
      ครั้นเมื่อถึงปี 1908 รัฐมนตรีว่าการต่างประเทศของออสเตรียและรัฐมนตรีการต่างประเทศของรุสเซียได้ทำความตกลงกันว่า ให้ออสเตรียผนวกบอสเนียและเฮอร์เซโกวินาเข้าเป็นผืนแผ่นดินเดียวกับออสเตรียได้ โดยมีข้อแม้ว่าออสเตรียจะต้องยอมเปิดช่องแคบดาร์คดาเนลส์และบอสฟอรัสให้เรือรบรุสเซีย ผ่านเข้าออกได้ ซึ่งต่อมาออสเตรียก็รีบเข้ามายึดแผ่นดินทั้งสองมณฑลหรือสองรัฐนั้นเข้าเป็นของตนเองอย่างเงียบๆ โดยที่รุสเซียกลับไม่ได้อะไรตอบแทน ที่เป็นเช่นนั้นเพราะการเปิดช่องแคบทั้งสองให้เรือรบผ่านไม่ใช่หน้าที่ของออสเตรียแต่ขึ้นอยู่กับอังกฤษที่ยึดถือนโยบายเดิมของตนเองตลอดมาว่าจะต้องปิดช่องแคบอยู่ตลอดเวลา
  
ประชาชนซาราเยโวกำลังอ่านประกาศถึงการเข้าผนวกในปี 1908
  
      การที่ออสเตรียเข้าควบรวมสองมณฑลนั้นทำให้เซอร์เบียโกรธแค้นอย่างมาก ทั้งนี้เพราะเซอร์เบียนั้นต้องการรวมชาติสลาฟของตนเองอยู่แล้วและประชากรส่วนใหญ่ในมณฑลทั้งสองนี้ก็เป็นชาวสลาฟ เซอร์เบียหวังเอาไว้ว่าหากสามารถรวมประเทศได้แล้วก็จะส่งผลให้เซอร์เบียกลายเป็นประเทศที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม และอาจเป็นมหาอาณาจักรเซอร์เบียของชาวสลาฟเลยทีเดียว
    
      ผลของความโกรธในครั้งนี้ทำให้ออสเตรีย-ฮังการี กับเซอร์เบียต้องตั้งประจันหน้ากันจนเจียนจะเกิดการปะทะกันเป็นเวลาหลายเดือน แต่หลังจากติดต่อและเจรจาพันธมิตรกันแล้วสุดท้ายเซอร์เบียก็จำต้องผ่อนท่าทีลงโดยเริ่มจากเซอร์เบียนั้นคาดว่าหากเกิดสงครามขึ้นมาแล้วรุสเซียจะต้องเข้าช่วยเหลือตนเอง ทั้งนี้เพราะรุสเซียสนับสนุนนโยบายรวมชาติสลาฟมาแต่ต้น
    
      แต่ปรากฏว่าด้วยปัญหาของรุสเซียที่มีอยู่ทำให้นอกจากไม่พร้อมที่จะทำสงครามแล้ว รุสเซียยังเชื่อว่าเยอรมนีก็จะต้องเข้าข้างออสเตรีย-ฮังการีอย่างแน่นอน ดังนั้นรุสเซียจึงจำต้องขอยอมจำนนก่อน สุดท้ายผลของวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ทำให้ ออสเตรีย-ฮังการี และเยอรมนีได้รับชัยชนะทางการทูต
     
      และยิ่งสำหรับออสเตรียแล้วไม่เฉพาะแค่ชัยชนะทางการทูตเท่านั้น แต่ยังได้ผนวกเอามณฑลใหญ่ของตุรกีสองมณฑลอีกด้วย ออสเตรียรู้สึกถึงชัยชนะสามารถกอบกู้ศักดิ์ศรีของราชวงศ์ฮับสบูร์กไว้ได้ ส่วนเซอร์เบียและรุสเซียกลับเสียหน้า ชัยชนะและพ่ายแพ้ของออสเตรียต่อเซอร์เบีย ครั้งนี้ส่งผลให้เกิดความคั่งแค้นไม่อาจสูญไปได้ กลับแปลงรูปลงสู่ใต้ดินก่อเกิดสมาคมลับต่างๆ และมีการแพร่โฆษณาเพื่อการปฏิวัติต่อออสเตรียละคบคิดกันอย่างลับๆ เพื่อทำลายล้างออสเตรียต่อไป

     
      ใช่เพียงเท่านั้นการกระทำของออสเตรียยังทำให้เสียพันธมิตรของตนเองด้วย โดยรุสเซียได้เกิดความไม่พอใจและเคียดแค้นเยอรมนีอย่างรุนแรง ทั้งนี้เพราะเชื่อว่าการดำเนินการของออสเตรียนั้นมีเยอรมนีเห็นชอบและหนุนหลังเสมอมา ทำให้รุสเซียเริ่มหันเข้าหาฝรั่งเศสและอังกฤษมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ด้วยหวังว่าวันข้างหน้าบรรดาประเทศฉันทไมตรีไตรมิตร(Triple entente) จะสามารถบีบออสเตรียไม่ให้ยุ่งเกี่ยวกับชาวสลาฟทางคาบสมุทรบอลข่านได้อีก---

วันพุธที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2557

วิกฤตการณ์เมืองและสงครามก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 ตอน วิกฤตการณ์โมร็อกโก

วิกฤตการณ์ทางการเมืองและสงครามก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1

      กล่าวได้ว่านับเป็นเวลา 10 ปี ก่อนเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 นั้นใน ยุโรปได้เกิดวิกฤตการณ์ต่างๆ อันเป็นปัจจัยและล้วนแต่เป็นส่วนหนึ่งจองการสั่งสมและกลายเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามโลกครั้งที่ 1 แทบทั้งสิ้น
     
      นับแต่ปี 1904-1913 ภายใต้การพัฒนาทางการทหาร ลัทธิชาตินิยมและจักรวรรดินิยม ที่ครอบงำไปทั่วทั้งยุโรป ทำให้ยุโรปต้องเผชิญกับวิกฤตการณ์ต่างๆ ระหว่างชาติที่ติดตามกันมาเรื่องแล้วเรื่องเล่า แต่กระนั้นคู่กรณีก็สามารถก้าวพ้นการเสื่อมเสียมาได้แทบทุกครั้ง แต่กระนั้นด้วยแนวคิดชาตินิยมและการปลูกฝังที่มีอย่างต่อเนื่องสู่รุ่นลูกรุ่นหลานก็ทำให้สั่งสมความเกลียดชังและขัดแย้งมาอย่างต่อเนื่อง
       
      ในจำนวนวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นมาก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 ที่น่าสนใจและมีผลโดยตรงต่อความขัดแย้งมีดังนี้
ภาพ:แมว3ตัวกำลังสู้กันแย่งหนู(โมร็อกโก) แมว 3 ประกอบด้วย
Edward VII,Wilhelm II , French foreign minister(รัฐมนตรีว่าการต่างประเทศ)Theophile Delcasse
     

วิกฤตการณ์โมร็อกโก ค.. 1905 และ ค.. 1906
     
      วิกฤตการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นมาจากความขัดใจและขัดแย้งกันในเรื่องผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่มีโมร็อกโกเป็นตัวกลาง และเป็นผู้ที่ต้องรับปัญหาโดยตรง
     
      กล่าวคือ ในตอนต้นศตวรรษที่ 20 โมร็อกโกมีสถานะเป็นประเทศเอกราชโดยมีสุลต่านปกครอง ข้อดีของโมร็อกโกคือความอุดมสมบูรณ์ในแร่ธาตุและมีผลิตผลทางการเกษตรที่ดีกว่าหลายประเทศในแอฟริกาตอนเหนือ ด้วยข้อดีเช่นนี้เองจึงทำให้โมร็อกโกเข้าไปเป็นที่พึงปรารถนาของยักษ์ใหญ่แห่งยุโรปในเวลานั้น
    
      สิ่งสำคัญที่โมร็อกโกมีและเป็นที่หมายปองอย่างมากของยุโรปในเวลานั้นคือ โมร็อกโกมีบ่อแร่เหล็กและแมงกานิส และโอกาสด้านการค้าต่างๆ อีกสองมหาอำนาจแห่งยุโรปเวลานั้นคือเยอรมนีและฝรั่งเศสประกาศตัวชัดเจนที่จะเข้าไปหาผลประโยชน์ที่โมร็อกโก เมื่อทั้งสองชาติมาชิงดีชิงเด่นกันเช่นนั้นผลที่ออกมาก็คือไม่มีใครได้เปรียบและเสียเปรียบ
      
      แต่เมื่อถึงปี 1904 เมื่ออังกฤษได้ตกลงทำสนธิสัญญาฉันทไมตรีไตรมิตรอังกฤษ ฝรั่งเศสขึ้นมา ซึ่งในสนธิสัญญานี้มีข้อความตอนหนึ่งกำหนดเอาไว้ว่าให้ฝรั่งเศสปฏิบัติกับโมร็อกโกได้ตามแต่ฝรั่งเศสจะปรารถนาซึ่งส่งผลกระทบกระเทือนทางการฑูตต่อเยอรมนีโดยตรง ทั้งนี้เพราะเยอรมนีต้องการให้ชาติของตนเองมีส่วนร่วมในการเจรจาด้วยหากมีการพูดคุยกันในเรื่องของปัญหาโมร็อกโก
    
      ปลายปี 1904 นั่นเองฝรั่งเศสก็ได้ขอให้สุลต่านโมร็อกโกยอมให้ฝรั่งเศสเข้าไปปรับปรุงด้านการทหารและการคลังซึ่งหากองค์สุลต่านยินยอมก็จะทำให้ฝรั่งเศสมีอำนาจในโมร็อกโกเท่ากับที่เวลานั้นอังกฤษมีอำนาจเหนืออียิปต์อยู่ก่อนแล้ว
     
      รัฐบาลเยอรมนีวางเฉยในระยะแรก แต่อีกสองหรือสามเดือนต่อมาไกเซอร์ วิลเฮล์มที่ 2 ของเยอรมนี เสด็จเยือนเมืองแทนเจียร์ของโมร็อกโกอย่างเป็นทางการในเดือนมีนาคม 1905 อีกทั้งไกเซอร์ยังได้กล่าวสุนทรพจน์ยอมรับในเอกราชและอธิปไตยของโมร็อกโก อีกทั้งในเวลานั้นกระทรวงการต่างประเทศของเยอรมนีก็ได้เข้าขอร้องว่าหากจะมีการตกลงเกี่ยวกับอนาคตของโมร็อกโกแล้วก็ขอให้มีการเปิดการประชุมระหว่างชาติขึ้น
     
      ผลที่เกิดขึ้นมานี้ทำให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของฝรั่งเศสในเวลานั้นโกรธอย่างมากึงกับยืนยันที่จะทำให้เกิดสงครามขึ้นกับเยอรมนีให้ได้ แต่เมื่อเจรจากับพันธมิตรของตนเองอย่างรุสเซีย ซึ่งเวลานั้นยังไม่พร้อมจะไปออกรบกับใครได้เพราะกำลังติดพันในสงครามกับญี่ปุ่นอยู่ และเพิ่งจะพ่ายแพ้ญี่ปุ่นมา อีกทั้งเหตุการณ์ภายในประเทศของตนเองก็ไม่น่าไว้วางใจนักขณะอังกฤษนั้นแม้ด้านการฑูตจะแสดงออกถึงการสนับสนุนฝรั่งเศสอย่างเดิมทีแต่ก็ละเว้นการแสดงออกอย่างตรงไปตรงมาว่าจะเข้ามาช่วยเหลือฝรั่งเศสหรือไม่หากเกิดสงครามขึ้นมา
Theophile Delcasse
รัฐมนรตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของฝรั่งเศส ณ เวลานั้น
     
      สุดท้ายฝรั่งเศสจึงจำต้องยอมจำนนต่อการกระทำของเยอรมนี ถึงขั้นที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของฝรั่งเศสต้องลาออกจากตำแหน่งและถือว่าเป็นความพ่ายแพ้ทางการฑูตที่หน้าอายของฝรั่งเศส แต่กระนั้นก็ใช่ว่าเยอรมนีจะได้รับชัยชนะ ทั้งนี้เพราะในการประชุมนานาชาติที่เยอรมนียืนยันให้จัดขึ้นที่เมืองอัลจาซีรา ในการลงคะแนนเสียงเยอรมนีพ่ายแพ้เกมการทูต โดยอิตาลีเข้าข้างฝรั่งเศสอย่างเต็มที่ทุกกรณี ส่งผลให้เยอรมนีสามารถทำได้ก็เพียงแค่ยืนยันให้โมร็อกโกเป็นเอกราขแต่เพียงในนามเท่านั้น
    
      อธิปไตยของสุลต่านหมดไป โมร็อกโกต้องเปิดประเทศให้ชาติต่างๆ เข้ามาค้าขายได้โดยมีสิทธิเท่าเทียมกัน แต่ตามความเป็นจริงแล้ว ส่วนใหญ่จะมีเพียงฝรั่งเศสกับสเปนที่ได้มีอำนาจเข้ามาตรวจดูแลรักษาโมร็อกโกและการประชุมในครั้งนี้เองที่ทำให้เยอรมนีเริ่มสงสัยและไม่ไว้วางใจอิตาลีรวมถึงประเทศในค่ายฉันทไมตรีไตรมิตร(Triple entente) และเป็นจุดเพิ่มพูนความกินแหนงแคลงใจ---
   
      และนี้ก็เป็น 1 ในเหตุการณ์ทางการเมือง ที่เกิดขึ้นและเป็น 1 ใน ปัจจัยที่ทำให้เกิดสงครามโลกนั้นเอง

      ตอนหน้าจะเป็นเหตุการณ์ทางการเมืองที่ไหน แบบไหน  ติดตามตอนหน้าครับ ^^

วันอาทิตย์ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2557

กำเนิดสนธิสัญญาฉันทไมตรีไตรมิตร (Triple entente)

กำเนิดสนธิสัญญาฉันทไมตรีไตรมิตร(Triple entente) ค.. 1907
Triple Entente 1907
     
      อย่างที่ว่านั้นเอง เมื่ออังกฤษสามารถเข้าไปปรองดรองกับฝรั่งเศสได้แล้วทำไมจะไม่สามารถปรองดรองกับรุสเซียได้ ในเมื่อมาถึงเวลานั้นอังกฤษมองว่าชาติที่จะมีปัญหากับอังกฤษมากที่สุดคงไม่มีใครเกินไปกว่าเยอรมนีที่กำลังขยายอำนาจทางทหารของตัวเองอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นในเวลาดังกล่าวอังกฤษจึงเริ่มหันกลับมาใช้กุศโลบาย มิตรของศัตรูคือศัตรูแต่ศัตรูของศัตรูย่อมคือมิตรแม้ว่าแท้จริงศัตรูของศัตรูนั้นก่อนหน้านี้เคยเป็นศัตรูของเรามาก่อน
     
      เมื่อจับมือกับฝรั่งเศสได้แล้วในเวลาต่อมาอังกฤษก็เริ่มหันมามองรุสเซีย
    
ภาพวาดแสดงถึงความไม่ลงรอยกันของรุสเซียและอังกฤษ
ในเรื่องการแย่งชิงผลประโยชน์

      อันที่จริงเราต้องเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างอังกฤษกับรุสเซียเสียก่อนแท้จริงนั้นรุสเซียกับอังกฤษมีปัญหากันมาตลอดเวลา โดยเฉพาะมีความขัดแย้งกันในอดีตในเรื่องการแย่งชิงผลประโยชน์จากดินแดนสามแห่งของโลก นั่นคือ
   
      1.บริเวณตะวันออกใกล้
   
      2.ตะวันออกไกล
  
      และ 3. ตอนกลางของทวีปเอเชีย
  
      โดยที่ทางตะวันนออกใกล้นั้น รุสเซียหวังเสมอมาว่ารุสเซียจะเข้าไปปลดปล่อยผู้คนแห่งคาบสมุทรบอลข่านให้หลุดพ้นจากอำนาจของตุรกี และหวังอยู่เสมอเช่นกันที่จะเข้ายึดกรุงคอนสแตนติโนเปิล (อิสตันบลู) นครหลวงของตุรกีเอาไว้เป็นของตัวเองให้ได้ซึ่งที่ผ่านมาอังกฤษก็มีนโยบายปกป้องตุรกีให้พ้นจากการรุกรานของรุสเซีย ทั้งนี้ก็เพราะเพื่อหวังจะให้ตุรกีช่วยเหลือในการกัดกันรุสเซียไม่ให้ใหญ่เกินไป แต่ปรากฏว่าหลังปี 1900 เป็นต้นมาเมื่อเยอรมนีเข้าไปทวีอิทธิพลของตัวเองในตุรกีเรื่อยๆ ทำให้อังกฤษเกิดความตกใจและไม่แน่ใจว่าแท้จริงแล้วรุสเซียหรือเยอรมนีกันแน่ที่จะทำลายผลประโยชน์อังกฤษ

แผนที่แสดงพื้นที่ข้อพิพาษ 1888-1905
   
      ขณะที่ทางตะวันออกไกล คือ จีน ญี่ปุ่น และแมนจูเรียนั้น อย่างที่รู้กันมาอย่างดีว่าอังกฤษเช้าไปแสวงหาผลประโยชน์ในแผ่นดินจีนมาอย่างยาวนานแล้ว แต่เมื่อเข้าไปถึงในปี 1888 ปรากฏว่าชาวรุสเซียเริ่มเข้าไปมีบทบาททางการค้าในจีนมากยิ่งขึ้นโดยเฉพาะการเข้าไปเป็นคู่แข่งกับพ่อค้าอังกฤษในเรื่องการค้าไหมและใบชา อีกทั้งในเวลาต่อมาเมื่อรุสเซียยกกองทัพเข้าไปยึดครองแมนจูเรียไว้จึงส่งผลให้เกิดการลงนามในสัญญาระหว่างอังกฤษกับญี่ปุ่นที่เรากล่าวไปก่อนหน้านี้นั้นเอง อังกฤษทำสัญญาไมตรีกับญี่ปุ่นในปี 1902 ญี่ปุ่นเข้าทำสงครามกับรุสเซียในปี 1904 ดังนั้นอังกฤษเลยทำทุกวิธีทางที่จะต้องให้ญี่ปุ่นสามารถเอาชนะรุสเซียให้ได้ ซึ่งก็ประสบความสำเร็จ ค.. 1905 เมื่อรุสเซียพ่ายแพ้ในสงครามรุสเซีย-ญี่ปุ่น รุสเซียจำต้องถอยทัพออกจากแมนจูเรียเพื่อให้ญี่ปุ่นเข้าไปครอบครอง ความพ่ายแพ้ในครั้งนี้ทำให้รุสเซียเสื่อมอิทธิพลในการหาผลประโยชน์ในจีนลงไปด้วยดังนั้นการแข่งขันกันเรื่องผลประโยชน์กับอังกฤษจึงลดลงไปด้วย
    
      ในส่วนเรื่องอำนาจในบริเวณตอนกลางของทวีปเอเชียนั้น ก็นับเป็นดินแดนอีกแห่งหนึ่งที่เกิดความขัดแย้งกันในเรื่องการหาผลประโยชน์ของรุสเซียและอังกฤษ กล่าวคือเมื่ออังกฤษได้แผ่อำนาจของตัวเองจากอินเดียขึ้นไปทางเหนือจนสามารถตั้งมั่นอยู่ในอัฟกานิสถาน พร้อมกันรุสเซียก็ยกกำลังลงใต้จากไซบีเรียมาตั้งประจันที่ชายแดนอัฟกานิสถานเช่นกัน ไม่เพียงเท่านั้นในเปอร์เซียทั้งอังกฤษและรุสเซียต่างก็เข้าไปลงทุนเพื่อหากำไรอย่างมหาศาลดังนั้นรัฐบาลของทั้งสองชาติจึงสนใจที่เข้าไปสร้างอิทธิพลในเปอร์เซีย
    
      แต่ปรากฏว่าเมื่อปี 1905 เมื่อมีการเลือกตั้งกันใหม่ทั้งสองประเทศจนกระทั่งเปลี่ยนรัฐบาล ประเทศทั้งสองเลยเริ่มหันหน้าเข้าเจรจากัน กระทั่งนำมาสู่การลงนามในสนธิสัญญาทางไมตรี ระหว่างอังกฤษกับรุสเซียในปี 1907 ในที่สุด โดยมีการตกลงแบ่งเขตเปอร์เซียออกเป็นเขตอิทธิพลระหว่างอังกฤษกับรุสเซียและมีข้อตกลงว่าทั้งสองจะไม่เข้าไปแทรกแซงในทิเบต และรุสเซียก็รับรองอำนาจของอังกฤษที่มีต่ออัฟกานิสถาน
    
      เรียกว่าสนธิสัญญาฉบับนี้ เป็นข้อตกลงที่ไม่ต่างกันกับที่อังกฤษทำกับฝรั่งเศสเอาไว้ นั้นคือเป็นสนธิสัญญาที่นักประวัติศาสตร์เรียกว่า สัญญาการให้อภัยอโหสิต่อกัน นั้นเอง

แผนที่แสดงถึงการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายของแต่ละประเทศ
      และเมื่อนาวโน้มของมิตรภาพระหว่างชาติเหล่านี้ดูดีขึ้นแล้วนับแต่ปี 1905 เป็นต้น ทำให้บรรดารัฐบุรุษของทั้งสามชาติต่างพยายามสร้างภาพให้โลกได้ประจักษ์ว่า อังกฤษ ฝรั่งเศส และรุสเซียเป็นพวกเดียวกันแล้ว แม้ไม่ได้มีการลงนามในข้อสัญญาผูกมัดใดๆ ก็ตาม กระนั้น ก็มีความพยายามที่จะสร้างภาพให้ประจักษ์กันโดยเรียกพันธมิตรทั้งสามประเทศว่า ค่ายฉันทไมตรีไตรมิตร ซึ่งถือว่าจะเป็นเครื่องถ่วงดุลค่ายพันธไมตรีไตรมิตร ที่มีเยอรมนี ออสเตรีย และอิตาลีในระยะแรกอยู่
      
      และนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ปัญหาระหว่างชาติที่เกิดขึ้นมาทุกปัญหาก็ได้กลายเป็นเรื่องใหญ่ และยิ่งตกลงกันยากยิ่งกว่าที่เคยเป็นมา ทั้งนี้เพราะแต่ละชาติแต่ละประเทศต่างคิดว่าตัวมีกลุ่มอำนาจการเมืองระหว่างชาติหนุนหลังอยู่ทั้งสิ้น และเมื่อเป็นเช่นนี้เองทุกประเทศจึงตั้งมั่นพร้อมที่จะทำสงครามอยู่เสมอ  

   
      และนี่คือที่มาที่ไปของบรรดาการรวมกลุ่มพันธมิตรหรือพันธไมตรีที่เกิดขึ้นมาในระหว่างก่อนที่จะเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 ขึ้นมา และเมื่อเกิดขึ้นมาแล้วกลุ่มสองกลุ่มนี้ก็คือกลุ่มที่ทะเลาะกันเองจนสร้างให้สงครามในครั้งนั้นกลายเป็นสงครามโลกไปในที่สุด ----

วันอังคารที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2557

จักวรรดิบริเทน ตัวแปรของอำนาจ V.2

     
รัฐบุรุษโจเซฟ เชมเบอร์เลย(Joseph Chamberlain)

      …ต่อ เมื่อพิจารณาไตร่ตรองกันดีแล้ว อังกฤษหรือบริเทนใหญ่ก็ได้เริ่มนโยบายเปิดประเทศสร้างความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้านขึ้นมาบ้าง โดยเริ่มจากการเข้าไปทาบทามเยอรมนี 1898 เป็นครั้งแรก และอีกครั้งหนึ่งในปี 1901 โดยมีรัฐบุรุษโจเซฟ เชมเบอร์เลน แต่ปรากฏว่าฝ่ายเยอรมนีไม่สนใจ ทั้งกลับตีความหมายไปว่าอังกฤษกำลังอ่อนกำลังลงอีกต่างหาก
    
      กลายเป็นว่าเวลานั้นเยอรมนีก็เริ่มลำพองตัวเองแล้วว่าการที่อังกฤษเข้ามาทาบทามนั้นแสดงให้เห็นว่าเยอรมนีก็ใหญ่พอแล้วที่จะเข้มแข็งด้วยตัวเองและอีกอย่างหนึ่งเยอรมนีก็หยิ่งเกินไปที่คิดว่าตัวเองสามารถจะทำไมตรีกับใครก็ได้ตามข้อเสนอของตัวเอง ทำให้ไม่สนใจอังกฤษหรือบริเทนใหญ่ในเวลานั้น
    
อังกฤษและฝรั่งเศสจำต้องจับมือกัน

      ดังนั้น ความสัมพันธ์ที่น่าจะเป็นไปด้วยดีกลับต้องแย่ลงเรื่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเยอรมนีมีความคิดอยากที่จะเป็นที่ 1 ในทุกด้านเหนืออังกฤษให้ได้ ก็ยิ่งทำให้ช่องห่างระหว่างสองชาติเพิ่มมากยิ่งขึ้น ต่อเนื่องสภาไรซ์สตาคของเยอรมนีผ่านกฏหมายทางนาวีซึ่งยอมให้สร้างกองทัพเรือตามโปรแกรมนาวีแบบใหม่ ซึ่งจะสามารถขยายกำลังและเข้าครอบครองน่านน้ำอันจะส่งผลต่อบริเทนใหญ่โดยตรง ทำให้อังกฤษเริ่มตระหนกอย่างมากทั้งนี้เพราะหากแผนการนั้นของเยอรมนีสำเร็จย่อมหมายความว่าความยิ่งใหญ่ทางนาวีของอังกฤษต้องถูกสั่นคลอนอย่างแน่นอน ดังนั้นอังกฤษจึงไม่อาจนิ่งเฉยออยู่ได้ ค.. 1902 อังกฤษจึงเริ่มนโยบายผูกมิตรกับชาติต่างๆ โดยเริ่มทำสนธิสัญญากับพันธไมตรีกับญี่ปุ่นเป็นชาติแรก ต่อมาในปี 1904 ก็ได้เริ่มปรองดองกับฝรั่งเศสจนเกิดสนธิสัญญาฉันทไมตรีอังกฤษ-ฝรั่งเศส ขึ้นในปี 1904 นั้นเอง
ต้นเหตุของการเป็นศัตรูกันคือสงคราม 100 ปี (War of 100 years)
เป็นสงครามที่เกิดจากราชวงศ์ของทั้ง 2 ประเทศ
ตามภาพด้านซ้ายคือกองทัพทหารฝรั่งเศส ด้านขวาคือกองทัพทหารของอังกฤษ
   
      ในสายตาชาวโลกเวลานั้นมองว่า สำหรับประเทศใดๆ ในโลกเวลานั้นคู่กรณีที่จะหันเข้ามาทำสัญญากันได้ยากที่สุดน่าจะเป็นอังกฤษกับฝรั่งเศสทั้งนี้เพราะทั้งสองชาติต่างมีเรื่องที่ทำให้เป็นศัตรูคู่อาฆาตกันมานับร้อยๆ ปีที่สำคัญฝรั่งเศสก็เพิ่งทำสัญญาไมตรีกับรุสเซียซึ่งเป็นศัตรูสำคัญในเรื่องการขยายดินแดนในเอเชียของอังกฤษอีกชาติหนึ่งด้วย
     
      เรียกได้ว่าอังกฤษและฝรั่งเศสนั้นพร้อมเสนอที่จะหันหน้ามารบกัน แต่เมื่อถึงเวลาที่เหมาะเจาะคือ
    
      1.เมื่ออังกฤษถูกเยอรมนีปฏิเสธเรื่องไมตรีที่เสนอ
     
      2.เมื่อเยอรมนีตกลงใจสร้างกองกำลังทหารทางเรือ
    
      3.เมื่อรัฐบาลฝรั่งเศสเปลี่ยนท่าทีในความสัมพันธ์กับอังกฤษภายหลังการเลือกตั้งในฝรั่งเศสเมื่อปี 1902 ทำให้ความร่วมมือครั้งใหม่เกิดขึ้นได้
     
      แต่เอาเข้าจริงๆ แล้ว ว่ากันว่าการที่ฝรั่งเศสเปลี่ยนท่าทีในความสัมพันธ์กับอังกฤษนั้น แท้จริงแล้วน่าจะมาจากการที่เวลานั้นฝรั่งเศสมีนโยบายที่จะรุกและแผ่อำนาจของตัวเองเข้าในโมร็อกโกต่างหาก หากว่าอังกฤษไม่ให้การสนับสนุนแล้วการแผ่อำนาจครั้งนั้นย่อมมีอุปสรรคอย่างมาก ดังนั้นเมื่อฝรั่งเศสหันมาทำไมตรีกับอังกฤษ จนสามารถลงนามในสัญญาข้อตกลงต่างๆ ที่ทำขึ้นในปี 1904 แล้วฝรั่งเศสก็สามารถรุกเข้าโมร็อกโกอย่างสะดวกสบาย

ช่องแคบยิบรอลตาร์
   
      ข้อสัญญามิตรภาพระหว่างสองชาติ มีเนื้อหาคร่าวๆ ว่าทั้งสองจะปรองดองกันด้วยดีในกรณีพิพาทเรื่องสำคัญๆ ในแอฟริกาตะวันตก สยาม มาดากัสการ์ หมู่เกาะนิวเฮบรีดิส สิทธิการจับปลาในนิวฟาวด์แลนด์ และที่สำคัญที่สุดคือ ฝรั่งเศสยอมให้อังกฤษปฏิบัติการกับอียิปต์ได้ตามสะดวก กลับกันฝรั่งเศสก็ได้ประโยชน์จากอังกฤษคือปล่อยให้ฝรั่งเศสเจ้าไปทำอะไรในโมร็อกโกได้ตามปรารถนา มีข้อแม้อยู่เพียงว่าฝรั่งเศสยึดได้แต่ต้องไม่สร้างค่ายคู ประตูหอรบหรือสร้างเครื่องต้านทานศาสตราวุธต่างๆ ขึ้นในบริเวณนั้น ทั้งนี้เพราะอังกฤษเกรงว่า การกระทำดังกล่าวนั้นอาจจะกลายเป็นการคุกคามอังกฤษทางช่องแคบยิบรอลตาร์ได้

การเข้าครองครองโมร็อกโกของทั้งฝรั่งเศส และสเปน โดยมีตัวแปรสำคัญคืออังกฤษ
   
      ประเด็นหลักนี้อังกฤษยังหวาดเสียวอยู่ไม่น้อย เลยได้ไปขอทำสัญญาลับกับสเปนอีกประเทศหนึ่ง โดยมีข้อตกลงว่า ฝรั่งเศสเข้ายึดโมร็อกโกเมื่อใดอังกฤษก็จะยกโมร็อกโกอีกส่วนหนึ่งซึ่งอยู่ฝั่งยิบรอลตาร์ให้กับสเปนทันที

   
      ว่ากันว่าสนธิสัญญาของทั้งสองชาติคืออังกฤษและฝรั่งเศสนั้นในระยะแรกไม่ได้มีการลงนามแบบผูกพันเป็นพันธมิตร และไม่ได้มีจุดมุ่งหมายเพื่อเล่นงานเยอรมนีโดยตรง แต่เมื่อเยอรมนีมีนโยบายสร้างตัวเองอย่างต่อเนื่องก็ส่งผลให้ทั้งอังกฤษและฝรั่งเศสต้องจับมือกันแน่นยิ่งขึ้นโดยเฉพาะการทำความสัมพันธ์ทางการทหาร กระนั้นก็ไม่มีการลงนามในสัญญาพันธมิตรกันจนกระทั่งเกิดสงครามโลกขึ้นมาแล้วนั้นเอง